




มีความห่วงใย ให้แก่กันมากยิ่งขึ้น
มีรอยยิ้ม มีความเอื้ออาทรที่พร้อมจะหยิบยื่นให้อย่างเต็มใจ

มีความร่วมมือ ร่วมใจ เพื่อไปให้ถึงจุดหมายด้วยกัน

เพื่อ รอยยิ้มในวันข้างหน้า ที่ต้องมีซักวันหนึ่ง ซึ่งเราหวนรำลึกถึงช่วงเวลานี้





มีความห่วงใย ให้แก่กันมากยิ่งขึ้น
มีรอยยิ้ม มีความเอื้ออาทรที่พร้อมจะหยิบยื่นให้อย่างเต็มใจ

มีความร่วมมือ ร่วมใจ เพื่อไปให้ถึงจุดหมายด้วยกัน

เพื่อ รอยยิ้มในวันข้างหน้า ที่ต้องมีซักวันหนึ่ง ซึ่งเราหวนรำลึกถึงช่วงเวลานี้

แต่ปริมาณของนักท่องเที่ยวก็ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าบริเวณที่กว้างขวาง อดยิ้มนิดๆไม่ได้ เพราะคิดว่าจะไม่ได้ยินภาษาไทยที่นั่นซะแล้ว แต่เดินๆไป ก็เจอแม่-ลูกคู่หนึ่ง กำลังบอกเล่าโน่นนี่กันเป็นภาษาไทย ซึ่งเขาเองก็คงไม่คิดว่าจะมีใครเข้าใจเหมือนกัน (ดีนะ ที่ไม่นินทาเรา)
จุดนั่งพักบนชั้นสองของขอบกำแพง หลังจากที่เดินวนโดยรอบบริเวณ ก็จะมีบรรไดให้ไต่ขึ้นไปชมที่สูงๆขึ้นไปอีก หรือ ไม่ก็ลงใต้ดินไปเลย
The Arch of Constantine ประตูนี้ สวยงามที่สุดเท่าที่เราเคยเห็นมา ความวิจิตรบรรจงของงานศิลปที่ตรึงติดอยู่บนนั้น ทำให้รู้สึกได้ถึงความอดทน และความบากบั่นเพื่อสร้างสิ่งที่เขาภาคภูมิใจ
การได้ไปยืนอยู่ตรงนั้น มันเหมือนมีมนต์ขลัง เหมือนมีพลังอะไรซักอย่าง บอกไม่ถูก รู้แต่ว่าเหมือนเราได้ดูดซับช่วงเวลาอันรุ่งโรจน์ไปจริงๆ
ประวัติและที่มาต่างๆของสิ่งก่อสร้างทุกสิ่งในอาณาเขตอาณาจักรโรมัน มีชื่อเรียกและเรื่องราวทุกอย่าง แต่ถ้าจะให้เราเล่าให้ฟังก็คงต้องละไว้ เพราะเกรงว่าจะไปทำให้เรื่องราวเขาบิดเบือนซะ อย่างเช่น จุดนี้เป็นโบสถ์ซึ่งสร้างขึ้นทีหลัง ประมาณหนึ่งพันกว่าปี ปัจจุบันยังมีนักบวชอาศัยอยู่ข้างในเพื่อดูแลสภาพต่างๆให้คงไว้
จุดนี้เป็นบริเวณกลางๆของอาณาเขต จากในรูปตอนนั้นไม่หนาวเท่าไหร่แล้ว เพราะเดินมาก ไต่บรรไดก็เยอะ ทำให้อยากถอดเสื้อกันหนาวเหมือนกัน(แต่ใส่ไว้ดีกว่า น้องบีบี๋จะได้ชื่นใจ) ฮ่า..แต่ลองถอดแป๊บเดียว ก็ต้องใส่เหมือนเดิมละ เวลาลมมาทีก็สั่นทุกทีค่ะ
บริเวณเดียวกันละ หันมุมกล้องมาทางซ้ายอีกนิดแค่นั้น เราเดินเข้าไปสำรวจที่ลึกๆอย่างข้างในนั่นไม่ไหวจริงๆนะ คาดว่าน่าจะมีสิ่งก่อสร้างเป็นวัตถุโบราณเยอะแยะมากมาย
มองจากลานกว้างตรงกลางของอาณาเขตไปทางด้านใน จะเจออาคารนี้ ซึ่งคาดว่าน่าจะใช้เป็นที่ทำการของผู้ปกครองอาณาจักรโรมัน
และนี่ .. คือบริเวณรอบด้านนอกของColosseum ที่ซึ่งด้านในเมื่อสองพันกว่าปีที่แล้ว เคยใช้เป็นเวทีการแสดงการต่อสู้ ทั้งคน นักรบ สัตว์ สิงโต ที่ซึ่งเคยมีกษัตริย์โรมันประทับชมอยู่หลายช่วงอายุ
โดยรวมแล้ว เราค่อนข้างทึ่งกับสิ่งก่อสร้างเหล่านี้เป็นอย่างมาก นึกย้อนกลับไปว่าเขาทำได้อย่างไร ในเมื่อตอนนั้นมนุษย์ยังรู้จักโลกเพียงน้อยนิดเท่านั้น แต่นั่นแหละ ที่ทำให้เขาเป็นอาณาจักรที่รุ่งเรืองที่สุด เพราะความสามารถอันเก่งกาจนี่เอง
รูปนี้จะเห็นความกว้างของอาณาจักรมากหน่อย โดยรวมแล้วถือว่าอิตาลี่รักษาทุกอย่างไว้ใกล้เคียงกับของเดิมมากที่สุดจริงๆ
รอบนอกด้านในสุด(ไม่อยากจะบอกเลยว่าใกล้กับสุขา) เราเห็นมีหลุมฝังศพเรียงรายอยู่ประมาณ 5-6 หลุม จึงอยากถ่ายไว้เป็นทีระทึกหน่อย ข้างหลังเราที่เป็นพื้นเรียบๆนั่นแหละ
จุดนี้เป็นจุดชมวิวก็ว่าได้ เพราะถ่ายรูปมาจะได้วิวกว้างๆแบบที่เห็น แต่ต้องปีนบรรไดกันก่อนนะ
บริเวณด้านหน้าใกล้ๆกับประตูคิวซื้อตั๋วเข้าชมภายในColosseum ที่เห็นในรูปยังนับว่ากำจัดนักท่องเที่ยวออกไปจากสายตาได้เยอะแล้วนะ อ้อ..ที่นี่ ตามสถานที่ท่องเที่ยว ก็จะมีพวกหัวหมอคิดวิธีหาเงินได้อย่างเท่ๆอีกอย่าง คือการแต่งตัวให้เข้ากับสถานที่ เช่นที่นี่ก็แต่งเป็นนักรบโรมัน ถือดาบมายืนคอยเป็นนายแบบให้นักท่องเที่ยวถ่ายรูปด้วย แต่ถ้าใครหลงไปถ่าย โดนฟันหัวแบะเรยค่า รูปละเป็นพัน!
ตอนนี้เราเข้ามาในตัวอาคารซึ่งเคยเป็นที่กักตัวของกษัตริย์และนักบุญแห่งอาณาจักรต่างๆ ซึ่งต้องโทษเป็นเชลยศึกให้กับโรมันแล้ว เราเองก็ไม่ค่อยแน่ใจว่าคนที่เคยโดนกักขังที่นี่จะเป็นเชลยศึกอย่างเดียวหรือเปล่านะ แต่เขามีรายชื่อของผู้ที่โดนสำเร็จโทษสลักไว้บนแผ่นศิลาด้วย อ่านแล้วก็เจอแต่ชื่อกษัตริย์กับนักบวชทั้งนั้น
แต่ที่สนใจ คือ สถานที่เก็บโครงกระดูกของนักบุญท่านนี้ เซนต์ปีเตอร์(ถ้าจำชื่อผิดขออภัยอย่างแรง)เพราะมีเรื่องเล่าเกี่ยวกับพลังของท่านด้วยว่า ไม่ใช่คนธรรมดา เรายังเห็นรอยมือที่ประทับลึก บุ๋มเข้าไปในกำแพงหินสีคล้ำๆได้เลย ป้จจุบันเจ้าหน้าที่ได้เอากรงมาครอบไว้เพื่อกันไม่ให้แตะต้อง แต่เราก็ยังแอบยื่นนิ้วเข้าไปจิ้มๆนิดหนึ่ง เล่าว่า ท่านใช้ฝ่ามือธรรมดานี่แหละ ทะลวงกำแพงหินนั่น และรอยสีคล้ำๆที่เห็นก็คือรอยเลือดจากมือท่านเอง ตอนนั้นเกิดจากการที่ท่านต้องโทษจากความผิดที่ไม่ได้ทำ และจึงบรรดาลโทษะทำให้เกิดปาฏิหารย์นี้ขึ้น
อีกหนึ่งปาฏิหารย์ที่เล่ากัน คือว่า ห้องนี้เป็นห้องใต้ดินที่ท่านนักบุญถูกคุมขังเป็นเวลานาน และไม่มีการส่งข้าวส่งน้ำ ที่สำคัญนักบุญต้องทำกิจแห่งพระเจ้า โดยใช้น้ำในอ่างมาจุ่ม ซึ่งอยู่มาวันหนึ่ง ก็เกิดน้ำหยดลงมาจากใต้เพดานของห้องใต้ดินนี้ บริเวณใกล้ๆกับหัวของผู้ชายคนนั้นแหละ โดยไม่ทราบสาเหตุ และไม่มีที่มา ว่า น้ำ มาได้อย่างไร?
หันมาอีกมุมหนึ่ง ซึ่งเป็นบริเวณส่วนตัวของวาติกัน คาดว่าน่าจะเป็นส่วนที่บรรดานักบวชและโป๊ปใช้อยู่อาศัยและทำงานร่วมกัน เราก็พยายามเล็งว่า ข้างล่างนั่นมันเป็นสัญลักษณ์อะไร แต่ก็ยังไม่รู้อยู่ดี แต่สวยมาก ทุกอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย มีเอกลักษณ์ไปหมด
ฮ่า..อันนี้เป็นด้านหน้าทางเข้าของกรุงวาติกันเลยค่า ตอนถ่ายมาเหมือนจะว่างๆนะ แต่..พี่น้อง นักท่องเที่ยวโค ตะ ระ เยอะๆๆๆๆๆ มหาศาลเลยเจ้าค่า แค่ยืนรอต่อคิวซื้อตั๋วเข้าไปชม เป็นชม.แล้ว
ดูกันไปพลางๆ บรรดารูปปั้น หรือเสาที่มีรูปปั้นต่างๆ ช่างเยอะแยะมากมาย จนจำไม่หวาดไม่ไหว ทั้งที่ความจริงเขามีชื่อเฉพาะกันทั้งนั้นนะ ขอโทดทีค่า ทั่นผู้ชม --"
ตรงนี้ก็เป็นด้านหน้าอยู่ค่ะ แต่ว่าหันหลังกลับไปดูบริเวณที่เวลาเขามีงาน แล้วผู้คนจะเข้ามานั่งชุมนุมรอโป๊ปกันอย่างเนืองแน่น แบบเวลาเรานั่งรอในหลวงของเราอ่ะค่ะ
ในระหว่างรอ ร๊อ รอ ต่อคิวเข้าแถว สายตาเราก็เหลือบไปเห็นตุ๊กตาน่ารัก แก้มป่องข้างหน้า พอพ่อเขาหันหน้ามานะ รู้เลยว่าลูกใคร? ฮ่า เหมือนกันเดี๊ยๆ
ตอนที่ยังไม่สามารถผ่านเข้าไปภายในได้ แต่เราสามารถหันกล้องถ่ายเก็บบรรยากาศตัวอาคารมาก่อน รู้สึกว่าช่วงนี้ หลายๆที่ในอิตาลี่กำลังอยู่ในระหว่างปฏิสังขร บูรณะกันใหม่ เลยดูเหมือนยังไม่เสร็จยังไงๆอยู่
จุดนี้เป็นจุดที่สูงเกือบที่สุด เพราะพอเราไต่บรรไดกันขึ้นมาเกือบถึงยอดโดม เขาก็จะมีช่วงต่อให้ได้เดินวนเข้าไปชมตัวโดมภายใน แล้วก็มองขึ้นไปเห็นปล่องซึ่งมีแสงส่องตรงลงมาแบบนั้น สวยงาม อลังการมากค่ะ
และ..นี่!! นครวาติกัน เมืองแห่งศาสนาคริสต์
ด้านบนของโดม มีขายของที่ระลึก กับพวกโปสการ์ด พร้อมส่งได้เลย เสียดายอีกแล้ว ไม่ได้เอาที่อยู่ใครไปเลย จำได้แต่ที่อยู่ของออฟฟิสที่เดียว เลยส่งได้ใบเดียว ฮี่ๆ
โบกมือหยอยๆ อยู่หน้า The Vittorio Emanuele II Monument แต่ไม่รู้จะเรียกใครดี เอาเป็นว่าเรียกเพื่อนๆน้องๆให้มาชมกรุงโรมผ่านไดนี้แล้วกันเนอะ อ้อ..ตรงนี้เป็นจุดเดียวกับรูปใหญ่ที่เขาเรียกว่า ส่วนหัว นะ (แต่ทำไมมันไปอยู่ตูดก้อม่ายรุ?)

ดูกันใกล้ๆ รูปปั้นด้านหน้าของ The Vittorio Emanuele II Monument มีทหารยืนคุ้มกันแน่นหนา เพราะวันที่ไป มีโลงศพของใครไม่รู้ แต่น่าจะเป็นผู้ที่ชาวอิตาลี่ยกย่อง มาตั้งเด่นเป็นสง่า
ตรงนี้เป็นด้านหลังของ The Vittorio Emanuele II Monument อืมม...เด่วให้ดูภาพสถานการณ์ที่อิตาลี่ตื่นตัวไปกับโลกด้วย
นี่ไง ! เห็นใหม? ว่ารูปใคร เขาสนับสนุน คุณออง ซาน ซูจี กันเห็นๆ เพราะอิตาลี่เขาค่อนข้างเป็นประชาธิปไตยเอามากๆ
ตอนแรกที่ถ่ายเพราะเห็นนกสองตัวมาเกาะอยู่บนหัวของรูปปั้นท่านคนนั้นอ่ะค่ะ นี่ยังอยู่บริเวณเดิมเลยนะ
Piazza del Popolo นี่เป็นวันแรกแห่งการเดินน่องโป่งค่ะ
บริเวณ Piazza del Popolo มีลานกว้างขวางนั่งเล่นกันได้สบาย จึงมีพวกเด็กนักศึกษาหนีเรียนมานั่งจับกลุ่มกันเต็มไปหมด (ส่วนเราก็หนีงานไปด้วยเหมือนกัน คริ คริ)

Piazza del Popolo เห็นใหมว่าของเขาใหญ่จริง
นั่งถอนหายใจอยู่บนบรรไดของ The Compidoglio with the monumental steps
สองหนุ่มกำลังยืนสำรวจตรวจตรา หรือจะว่าไปกำลังถกกันเรื่องของภาษาที่สลักอยู่บนกำแพงก็เป็นได้
จุดนี้เป็นจุดที่ถ่ายจากด้านหน้า Piazza di Spagna น่ะ จะมองไปเห็นตึกรามร้านค้า และบรรดาผู้คน ขอบอกว่าใครไม่อึดอย่าไปอิตาลี่นะคระ เพราะว่าแค่นักท่องเที่ยวที่ล้นหลามในแต่วันก็สามารถทำให้คุณเป็นลมแดดชักกระตุกเป็นง่อยเดินไม่ได้ไปหลายวันแล้วล่ะ
กู๊ดไนท์ เอาแค่นี้ก่อนแล้วกัน