วันนี้แป้งต้องไปทำงาน ลาไม่ได้จริงๆ เพื่อนจึงให้ยืมสามีควง นิโคจะพาไปเที่ยวชมพิพิธภัณเบนซ์ที่แรกและที่ใหญ่ที่สุดในโลก อ้อ..ขอบอกว่าเมืองสตุทร์การ์ทเนี่ยเขามีชื่อเล่นๆว่า เมืองเบนซ์นะคะ เพราะพื้นที่เกือบครึ่งค่อนเมืองเป็นโรงงานและบริษัทเบนซ์หมดค่า รวมถึงประชากรที่นี่ค่อนเมืองก็เป็นพนักงานเบนซ์(เพื่อนนิโคของอิช้านด้วยแม่น)
วันอังคารที่ ๒๓ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๑
ถึงแล้ว เยอรมัน
วันนี้แป้งต้องไปทำงาน ลาไม่ได้จริงๆ เพื่อนจึงให้ยืมสามีควง นิโคจะพาไปเที่ยวชมพิพิธภัณเบนซ์ที่แรกและที่ใหญ่ที่สุดในโลก อ้อ..ขอบอกว่าเมืองสตุทร์การ์ทเนี่ยเขามีชื่อเล่นๆว่า เมืองเบนซ์นะคะ เพราะพื้นที่เกือบครึ่งค่อนเมืองเป็นโรงงานและบริษัทเบนซ์หมดค่า รวมถึงประชากรที่นี่ค่อนเมืองก็เป็นพนักงานเบนซ์(เพื่อนนิโคของอิช้านด้วยแม่น)
วันศุกร์ที่ ๑๙ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๑
วิ่งวุ่นแจกของขวัญ
ตอนไปซื้อใส้หมอนที่อินเด็กซ์นะ ต้องไปถึงสองที่กว่าจะได้ ไอ้เราก็ชะล่าใจ เคยไปถามที่มาบุญครองแล้วเขาบอกว่ามีๆๆๆ ก็เลยคิดว่าสาขาอื่นที่ใหญ่ๆก็ต้องมีล่ะวะ ไหนได้ ต้องกลับไปเอาที่มาบุญครองอยู่ดี และต้องเป็นรถกระบะของบริษัทนะ ถึงจะขนกลับมาได้ ก็แหม..124 ใบ อีกหนึ่งใบซื้อเอาไปวัดตัวอย่างตั้งแต่แรกแล้ว นั่นยังเต็มแน่นกระบะหลังเลยอ่ะ สรุปแล้วใช้เวลาทำจริงๆ ไม่ถึงหนึ่งอาทิตย์ เริ่มตั้งแต่หาร้านเย็บ เลือกผ้าหนึ่งวัน และเย็บทั้งหมดอีกสองวันเสาร์อาทิตย์ ได้หมอนเช้าวันจันทร์ อิช้านวิ่งแจกลูกค้าตั้งแต่วันอังคารจนถึงวันศุกร์ เหลืออีกนิดหน่อยค่อยให้พนักงานหนีบไปส่งอาทิตย์หน้า ฮ่า..แต่ทุกคนเห็นแล้วต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า สวยมากกกกก ชอบๆๆๆๆๆๆๆ (ปลื้ม..อิอิ)
อีกสิ่งหนึ่งซึ่งจะขาดเสียมิได้ เป็นธรรมเนียมของบริษัทว่าเราจะต้องทำการ์ดอวยพรปีใหม่เอง เนื่องจากว่าเราขายผ้า ดังนั้นสิ่งที่เราจะต้องทำคือเอาผ้ามาตกแต่งการ์ดให้ได้ออกมาสวยงาม ปีนี้ฝ่ายการตลาดเราแถมคอนเซ็ปท์เรื่อง Love ของนักออกแบบชื่อดังคนหนึ่งไว้ด้วย ให้มันดูดีนิสนุง ข้างในก็เป็นลายเซ็นต์ของผู้บริหารและพนักงาน มองดีๆจะเห็นว่ามีหลายภาษา อย่าตกใจ บริษัทเขาอินเตอร์อีกล่ะ คิคิ
มองไม่เห็นอ่ะเดะ ว่าผ้าเราอยู่ตรงไหน นั่นไง พื้นหลังสีขาวๆนั่นแหละ เป็นผ้ารีไซเคิลด้วยนะจ๊ะ เรารักษ์โลกเต็มรูปแบบจ้า
ทุกอย่างเสร็จสรรพลงตัวเอาวันนี้แหละ การ์ดทุกใบส่งออกไปพร้อมกันวันนี้ มีเพียงบางส่วนที่เราถือเอาไปแจกให้ด้วยมือเองแล้วบ้าง คาดว่าจะถืงมือลูกค้าแต่ละรายไม่เกินวันจันทร์ เพราะปีนี้ส่งแต่ในเมืองไทย(ตัดงบอ่ะ...)
ดีใจจัง ปลอดโปร่งโล่งสบายมั่กๆ วันนี้ตารางทำความสะอาดประจำปีของบริษัท ไม่ใช่ทำความสะอาดปีละครั้งเดียวนะ หมายถึงภายนอกและการตกแต่งอะไรต่างๆด้วย เสร็จแล้วเย็นๆ ก็จะแวะไปทำหน้า เสริมความงามเสียหน่อย เพื่อความไฉไลต่อผู้พบเห็นในระหว่างเดินทาง
ไปแล้ววววว...กลับมาอีกทีปีหน้าเลยนะจ๊ะ ..จุ๊บๆๆๆๆ
(อ้อ..แต่ถ้ามีเวลาอาจจะแย่งคอมเพื่อนแป้ง เอามาอัพเรื่องราวให้อ่านกันเป็นระยะๆจ้า)
วันเสาร์ที่ ๑๓ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๑
ผิดมั๊ย?
ความจริงเรามีเพื่อนมากมายในอดึต แต่นั่นมันเป็นอดึตไปแล้วจริงๆ เพราะในวันนี้เราเหลือเพื่อนที่ยังคงความเป็นเพื่อนกันอยู่นั้นน้อยมาก นับได้จริงๆไม่เกิน 4 คน แต่เพื่อนคนนี้รู้จักคบหากันมาตั้งแต่เด็กๆวัยรุ่นเลยก็ว่าได้ เราถึงขนาดนับถือเหมือนเป็นพี่น้องครอบครัวเดียวกันเลย เพราะคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี อยู่ด้วยกันมาก็ตั้งนาน จนโตเป็นผู้ใหญ่มีครอบครัว แล้วก็แยกกันไป
แต่อยู่มาวันหนึ่ง ความจริงบางอย่างก็เกิดขึ้น เราไม่เหลือเพื่อนเก่าๆแบบนั้นอีกแล้ว เพราะพวกเขาไม่อยากยุ่งกับเรา ไม่อยากลำบากเพราะเรา แค่นั้นเอง
ก็เข้าใจและยอมรับ ไม่ได้โทษใครหรือโชคชะตา แต่ถ้ามันเป็นการตัดสินใจของใคร ก็สุดแล้วแต่เจ้าของจิตใจเขาจะทำ เราไปห้ามใครไม่ได้ ดังนั้น เราก็อยู่ของเราแบบโดดเดี่ยวต่อมา
แต่อยู่มาวันนี้ เพื่อนมีเรื่องเดือดร้อน ครอบครัว แฟนมีผู้หญิงใหม่ เป็นหนี้เป็นสิน ทำมาหากินไม่ได้ เจ็บป่วยต้องเข้ารพ.ใช้เงินมากมาย สารพัดปัญหาที่เพื่อนนำมาเล่าให้ฟัง ซึ่งเล่าไปพร้อมด้วยเสียงสะอึกสะอื้นร่ำไห้
สงสารและเห็นใจนะ เพราะถ้าเป็นเราก็คงเศร้าไม่ต่างจากเขาเลย แต่สิ่งที่ทำได้ก่อนอื่น คือให้กำลังใจและแนะแนวทางการดำเนินชีวิตต่อให้ได้ แต่ดูเหมือนจุดประสงค์ของเพื่อนจะไม่ใช่เพียงแค่ระบายและต้องการกำลังใจบวกคำแนะนำ หรือแทบไม่ค่อยอยากฟังด้วยซ้ำ สิ่งที่เพือนต้องการจริงๆ คือ บอกว่าจะรบกวนยืมเงินจากเราไปใช้หนี้ ซึ่งเป็นเงินจำนวนเยอะพอควร
ถ้าเรามีเงินเหลือเฟือ เราก็คงไม่คิดมากเพราะเชื่อว่าเขาเดือดร้อนจริงๆ แต่นี่เราเองก็ไม่ได้มีเงินเหลือเฟือแบบนั้น ซ้ำยังมีหนี้ที่ต้องชดใช้อยู่ด้วย เราจึงต้องกลับมาคิดหนักอีกครั้ง
ว่า..จะผิดมั๊ย? ถ้าเราจะเอาเงินนี้ไปใช้หนี้ก่อน แล้วค่อยเจรจากับเจ้าหนี้เราซึ่งก็เป็นเพื่อนในกลุ่มนี้เหมือนกันให้ช่วยแบ่งปันเงินบางส่วนไปให้เท่าที่พอจะทำได้
ที่เราคิดแล้วคิดอีก เพราะเราลองย้อนสมมุติว่า ถ้าเราไม่เคยโดนเขาทำร้ายมาก่อนในอดึตแบบที่ผ่านมา เราจะเอาเงินให้เขาไปเลยหรือป่าว? คำตอบสุดท้ายก็คือ คงไม่ให้ง่ายๆแบบนั้น แล้วถ้าอย่างนั้น อดึตเลวร้ายที่เขาเคยทำกับเรายังจะมีผลต่อการตัดสินใจนี้อยู่หรือ?
ไม่ใช่แล้วล่ะ..
วันพุธที่ ๑๐ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๑
สิ่งรอบกายวันนี้
เวลาแต่ละวันที่ผ่านไป หมดไปกับการทำงานซะเป็นส่วนใหญ่ เพราะเป็นเรื่องเดียวที่เป็นเหมือนชีวิตที่แท้จริงของเรา สิ่งอื่นๆจึงดูเหมือนจะเป็นองค์ประกอบไปเสียหมด ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง กิน เที่ยว อยู่ หรือ อะไรต่อมิอะไร
เมื่อต้องกลับมาใช้ชีวิตตามลำพังอย่างแท้จริงอีกครั้ง เราจึงต้องเพิ่มความรู้สึกที่จะทำให้เราอยากจะมีชีวิตอยู่ต่อไปขึ้นอีกหน่อย เช่น การไปดูหนังที่ชอบ เรื่อง Twilight แล้วได้ซึมซับเอาเสน่ห์ของแวมไพร์ตัวจริงกลับมาด้วย(อิอิ Robert Pattinson) อ่านหนังสือที่น่าสนใจและให้ความรู้สึกดีๆ เช่นเรื่องที่เรากำลังอ่านอยู่ตอนนี้ ๐พิชิตฝัน๐ หรือ Lionheart ที่เขียนโดยนักเดินเรือหนุ่มนาม Jesse Martin เขาเป็นคนที่ทำสถิติการเดินทางด้วยเรือใบรอบโลกเพียงลำพังโดยไม่มีการช่วยเหลือใดๆ ด้วยวัยเพียง 17 ปี เป็นคนที่อายุน้อยที่สุดในโลก เมื่อ 10 ปีที่แล้ว เขาทำได้และเขียนมันออกมาเป็นหนังสือเพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้คนอีกมากมายบนโลกใบนี้ที่ยังไม่รู้สึกตัวว่า ควรจะอยู่เพื่ออะไร? (เช่นเราหรือป่าว?)
นอกจากนี้ อีกสิ่งหนึ่งซึ่งจะทำให้ชีวิตเราโดดเดี่ยวอย่างสมบูรณ์แบบ คือ การเดินทางคนเดียว แต่อาจจะยอมรับการช่วยเหลือจากคนรอบข้างนะ (ไม่เก่งอย่างเจสซี่หรอก) หลายครั้งที่ผ่านมา เมื่อเรารู้สึกว่าชีวิตมันไร้ค่า น่าเบื่อ เราจะออกเดินทางเพื่อหาความหมายของชีวิตเพิ่ม และเกือบทุกครั้งเราได้มันกลับมาด้วยทุกครั้ง ไม่ว่าความหมายนั้นจะดีหรือไม่ดียังไงก็ตาม แต่ทุกอย่างมันมีความหมายกับชีวิตเราทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางไปทั่วประเทศไทยคนเดียว ค้นหาสถานที่ที่ไม่เคยไป แล้วก็ไปเอง และการเดินทางครั้งสำคัญที่เราไปใช้ชีวิตอยู่ตามลำพังที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษเมื่อ 5 ปีที่แล้ว ซึ่งตอนนั้นสิ่งที่เราได้กลับมาคือความอดทนและความหมายของการมีชีวิตอยู่จริงๆ
เมื่อชีวิตกลับคืนสู่สังคมเดิมๆ การดำเนินรอยทางจึงเริ่มเหมือนคนอื่นๆอยู่พักใหญ่ๆ แต่มันก็เป็นอยู่แบบนั้นได้ไม่นาน วันนี้เราจึงกลับมาสู่สภาพเดิมอีกครั้ง และเริ่มต้นการเดินทางคนเดียวจริงๆ อีกที...
สิ่งหนึ่งที่ดีที่สุด ที่เราถือว่าเป็นโชค คือการที่เรายังมีเพื่อนที่ดีที่สุด เพื่อนที่พร้อมให้ความช่วยเหลือ เกื้อกูล และไม่ทิ้งกันยามยาก ถึงแม้เพื่อนจะไม่ได้อยู่ใกล้เราเลยซักคน แต่ดีเสียอีกที่ทำให้เราได้รู้ว่า เรายังมีที่หมายให้ไปในวันข้างหน้า
การเดินทางครั้งใหม่ของเรา จึงจะเริ่มต้นในอีก 10 วันข้างหน้านี้ ไปหาเพื่อนแป้งและนิโค ที่เยอรมัน..
วันศุกร์ที่ ๕ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๑
วันสุดท้ายที่ปาย
จากที่เมื่อคืนเราพักค้างแรมกันที่ปางอุ๋ง โดยแยกเป็นสองกลุ่ม หนุ่มๆ 4 คนไปนอนกางเต้นท์กัน พวกเรา 4 สาวครึ่งกับอีก 1 หนุ่มครึ่ง(อิอิ) ก็นอนกันในบ้านโฮมเตย์ของลุงสร้อยเงิน ซึ่งเป็นบ้านเพิ่งสร้างเสร็จใหม่เอี่ยม รอพวกเราไปเปิดซิงกันวันเนี้ยแหละ
พอตื่นมาตอนเช้า หลังจากอาบน้ำอย่างสดชื่นเย็นฉ่ำ และสะดวกสบายมั่กๆเพราะอยู่ในห้องเรย เรากับปลายก็ออกไปเดินเล่นเป็นกลุ่มสุดท้ายของบ้าน คนอื่นเขาไปกันตั้งแต่ไก่โห่ เอ่อ..แต่ไก่ที่นี่โห่เช้ามากนะ ยังไม่ตีห้าเรยค่ะ เพราะว่าพวกเขาจะไปดูหมอก ถ่ายรูปหมอกกัน เราเหมือนเดิม ไม่ตื่นเต้นเท่าไหร่ เคยดูมาแระ
ถ่ายรูปกันจนฉ่ำปอด ซึ่งตอนเราออกไปคนก็ยังเยอะอยู่นะ เพราะเพิ่ง 7 โมงกว่าเอง อากาศยังดีอยู่มาก เดินกินมันเผาเอร็ดอร่อยตุนไว้ก่อน เสร็จแล้วก็กลับมาทำอาหารเลี้ยงหมู่คณะกันที่บ้าน โดยเช้านี้เมนูเด็ดก็ยังหนีไม่พ้น ไข่เจียวทรงเครื่อง ขายดีจนต้องทำเพิ่มเป็นสองจานใหญ่ยักษ์ แต่ก็ยังไม่พอ ฉะนั้น มีไข่เหลือเท่าไหร่ ตอกเทใส่ให้เกลี้ยง มื้อนี้ไม่เหลือเก็บอะไรกลับไปอีกแล้ว หนักรถ ของที่เหลือจริงๆ เราก็บริจาคให้บ้านลุงสร้อยเงินไป รถค่อยเบาโล่งขึ้นหน่อย
พอออกจากปางอุ๋งกัน เกือบ 11 โมงแน่ะ จึงได้แวะไปตำหนักปางตอง ที่นี่เขามีดีที่แกะ ม้า และ กวาง อีกทั้งสัตว์ป่าธรรมชาติที่ไม่ดุร้าย สามารถดูได้ใกล้ๆ อย่างแกะก็มีให้กอดถ่ายรูปได้ด้วย จนเกือบแกะไม่ออกแน่ะ โหะๆๆ
เดินไปเดินมา เจอบ้านนี้ เออ..เก๋เนอะ เลยได้สโลว์แกน ๐ผู้ใหญ่ไม่เลี้ยงแกะ๐ กลับมาฝาก เกือบได้ชอปในนี้อีกแระ หลังจากที่เมื่อเช้าอุดหนุนร้านเด็กน้อยในปางอุ๋งมาโข แต่ว่าที่นี่เขาไฮโซไปนิส ผ้าพันคอขนแกะแท้ๆ ผืนละเกือบสองพัน เรยซื้อไม่ลงอ่ะค่ะ แบบว่า..ไม่ต้องขนแกะก็ด้ายนะ
ออกจากปางตอง เราก็นั่งสัปหงกกันต่อ เพราะถ้าขืนลืมตาอาจมีอ้วกได้ เช่น ตี๋ ชายหนุ่มร่างอวบเล็กน้อย สารภาพว่าเกือบเอาตัวไม่รอด กว่าจะมาถึงจุดหยุดพัก กิ่วลม ที่นี่ เพราะสภาพหนทางที่เราฟันฝ่ากันขึ้นมา มันช่างวกวนจนเวียนหัวเอาตัวเกือบไม่รอด แต่บนกิ่วลมเนี่ย สูงนะ ลมพัดปลิวสไหว วิว วิ่ว คนพักกันเยอะ มีร้านกาแฟในนั่งจิบด้วย ร้านขายของก็มีให้ชอปปิ้งมากมายหลายร้าน เกือบเสียเงินอีกล่ะ แต่ยั้งใจไว้ได้ทัน เพราะรถจะรีบออก ตอนนี้ต้องทำเวลากันหน่อย ยังมีอีกหลายที่ที่ยังไม่ได้ไป
พอดีเหลือบไปเห็น เอ๊..ตัวอาราย? สีแดงกะสีฟ้าๆ เป็นจุดเล็กๆบนภูเขาลูกใกล้ๆ อ้าว..พอซูมเข้าไปใกล้ๆ ลูกใครหว่า? ช่างกล้าดีแท้ ปีนเขามือเท้าเปล่าๆกันขึ้นไปตั้งครึ่งค่อนลูก โอ้ว..แม่จ้าว ไม่ใช่เตี้ยๆเรยนะนั่น แต่ก็แปลกดีเนอะ เรยได้รูปกลับมาไว้ดู
จากนั้นก็นั่งดูหนังกันต่อในรถ บนทางวกวน (ที่ทำให้คนขับเองแทบอ้วก) อ้อ..อีกอย่าง คนขับ(เสม)น่ะ เดินอีท่าไหนไม่รู้ ทำให้ตัวอะไรมากัดที่ตา แดงเทือก เกือบขับรถไม่ได้แน่ะ เลียนแบบเรา เพราะเมื่อคืนเราก็โดนยุงกัดที่ตาข้างซ้าย บวมเป่งมาตั้งแต่เมื่อคืนจนถึงเที่ยงยังไม่ยุบเรย ต้องใส่แว่นดำอำพรางมาตลอด คนนึกว่าอยากเท่ห์ โห่..
วันจันทร์ที่ ๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๑
วันที่สองสู่ปางอุ๋ง
กลับมาสู่การเดินทางอันวกวนของคณะเราอีกครั้ง จากที่วันแรกเราหลับๆตื่นๆ หลายตลบมาก จนสุดท้ายมาตื่นจริงๆ (หลังจากตื่นลงไปเดินเล่นถ่ายรูปที่บ่อแก้วสวนสนแล้วรอบหนึ่งนะ) ที่หน้าวัดจอมแจ้ง ก่อนหน้าที่จะถึงวัดจอมแจ้งเล็กน้อย ก็ต้องตื่นเต็มที่แล้วล่ะ เพราะต้องตื่นไปเข้าห้องน้ำ แฮ่ะ..เตรียมตัวเสียแต่เนิ่นๆ
ตรงข้ามกับวัดจอมแจ้ง ก็เป็นพระธาตุเจดีย์ประจำเมืองอันสวยงาม ทุกคนคว้ากล้องคู่มือและคู่ใจ พร้อมเพรียงกันลงไปถ่ายรูป เชื่อว่าทุกคนกดรูปนี้มาหมด 9 กล้องแน่นอน แต่ไอ้เราน่ะมันมือเด็กน้อย กล้องก็กระจอกจ้อยร่อย ถ่ายมาได้แค่นี้ก็บุญโขแระ สายไฟระโยงระยางเต็มไปหมด ฮี่ๆ อ้อ..ลืมกล่าวถึงเพื่อนสมาชิกที่ร่วมเดินทางไปด้วยกันหน่อย เด่วจะลืมชื่อกันไป เริ่มจากหัวหน้าคณะที่เข้ามาโพสชวนเรา คือพี่ก้อง มือโปรขาเที่ยวตัวจริงเสียงจริง นะห์แฟนพี่ก้องก็ไม่เป็นรองเรื่องเดียวกัน น้องเจ อบต.จว.บุรีรัมย์ ที่ผันตัวเองจากเชฟมือโปรที่ออสเตรเลียมาอยู่ที่บุรีรัมย์ได้ยังไง? ไม่รู้เหมือนกัน มากับเพื่อน ชื่อปลาย ท่าทางเงี๊ยบ เงียบ แต่อยู่ใกล้ๆก็สบายใจดีไปอีกแบบ
น้องโจ ตากล้องมืออาชีพหนุ่มวัย 26 ผู้มากับหน้าตาอันหล่อเหลา สไตล์การแต่งตัวเท่ห์จนสาวเหลียว เสียดาย รูปหน้าตาของแต่ละคนไม่ได้อยู่ในกล้องเรา ไม่งั้นจะเอามาโชว์ให้หมดเชียว โหะ โหะ ถัดมาเป็นตากล้องอีกคนที่ออกแนวไฮโซแต่มีแอบเซอร์ น้องตี๋ ท่าทางอยากผจญภัยเพราะที่บ้านเพิ่งจะปล่อยหรือป่าว? อันนี้ไม่แน่ใจ แล้วก็แถมด้วยตากล้องมืออาชีพอีกคน ชาญหรือชัย ก็ได้เพราะชื่อเขาทั้งสองชื่อแหละ ไม่น่าเชื่อโลกกลม คนนี้บ้านอยู่ละแวกเดียวกับบ้านเราเลย ตอนขากลับถึงได้รู้และเลยได้นั่งแท๊กซี่กลับมาคันเดียวกัน สุดท้ายเป็นสาวสวยที่สุดในกลุ่ม เพราะอายุน้องพัทเพิ่งจะ 24 เรียนจบหมาดๆ แต่น้องเขาติดจะมีโลกส่วนตัวเล็กน้อย เลยไม่ค่อยได้รับรู้ข้อมูลอะไรมากนัก
ตอนเช้าที่ดอยแม่อูคอ พวกตากล้องเขานัดแนะกันว่าตื่นก่อนพระอาทิตย์ขึ้นแล้วปีนไปถ่ายรูปหมอกบนดอยกัน ส่วนเราหรือ ฮี่ๆ ไม่สนหรอก พี่ดูมาเยอะแระ ปล่อยน้องๆเขาตื่นเต้นกันไป ตื่นมาก็รู้สึกอยากกินก่อนเลย ทำข้าวต้มก่อนอื่น เพราะอาจเสียเวลานานในการต้ม จากนั้นพออากาศเริ่มอุ่นๆ เลยได้ไปอาบน้ำธรรมชาติอย่างสดชื่นนนน .. สดชื่นมั่กๆ รู้งี้เมื่อคืนไม่อาบก็ดี หนาวจะตายชัก ตอนเช้าเลยได้สระผมด้วย สบายหัว สบายตัวไปเรย ออกจากดอยแม่อูคอกันก็ปาเข้าไปเกือบสิบโมง จากนั้นก็นั่งรถวิบาก กินโค้งกันไปจนเราจะสำรัก บวกกับความหิวเพราะบ่ายกว่าแล้วยังไม่หลุดออกจากโค้ง 1,864 โค้งนั่นเลย เกือบแย่ แต่อั้นไว้ได้ มาถึงร้านส้มตำที่ตัวเมืองแม่ฮ่องสอนพอดี รอดตัวไป กินข้าวโก้เสร็จค่อยยังชั่วหน่อย เดินทางต่อได้ คราวนี้นั่งดูโน้ตเดี่ยว7 ซะเพลินเชียว เออ..เนอะ .. ลำปางหนาวมากกกกก ฮ่าๆ แต่ไม่โดนเท่ามุข "ตั้งแต่เกิดมายังไม่เคยอายุ 40 จะมีประสบการณ์กับเขาก็ปีหน้าล่ะค้าบบบ" กรั่กกกๆๆๆ