วันพฤหัสบดีที่ ๑๕ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๒

ปราสาทในฝัน

พอหมดวันกิน ก็เป็นวันเที่ยว(ฟังๆไปเหมือนตรุษจีนไงไม่รุ) อ่ะนะ..จะตรุษจีนหรือตรุษฝรั่งก็ครือๆกันแหละ เพราะเราก็ได้ทำกิจกรรมสนุกสนานคล้ายๆกัน

Dec. 26' 2008.
Hohenschwangau Castle(ปราสาทขององค์พ่อ)
Neuschwanstein Castle(ปราสาทขององค์ลูก)

จะบอกว่า ไม่อยากอ่านออกเสียงเป็นภาษาไทยให้ฟังเร้ย เพราะเราเองยังออกเสียงไม่ค่อยถูก อะไรนะ..ปราสาท โฮเฮนชไวเกิ้ล กับ นอยชไวสไตล หรือยังไงเนี่ยแหละ คิคิ ถ้าไม่ถูกขอโทดด้วยนะจ๊ะ ไม่สัดทัดภาษาเยอรมันจริงๆ วันนี้เป็นวันที่เราตั้งใจจะไปเที่ยวกันให้ไกลบ้านเป็นครั้งแรก หลังจากที่มาเหยียบแผ่นดินเยอรมัน

ให้นิโคเจ้าบ้านเป็นคนวางแผน นิโคก็เรยจัดโปรแกรมการพบหมอของภรรยาตัวเองพ่วงเข้าไปด้วย(เขากำลังไปให้หมอช่วยทำลูกให้เกิดน่ะ) ก็พอดีว่า หมอนั้นอยู่ไกลโพ้นเหมือนกัน และเป็นทางผ่านไปเที่ยวที่ปราสาทนี้ได้ แต่อิช้านลืมชื่อเมือง ชื่อถนน หรือชื่อสถานที่ไปหมดแล้วแหละ ไม่ต้องถาม นั่งมองท้องฟ้า รถราที่วิ่งผ่าน ป่าไม้ข้างทาง แล้วก็หิมะๆๆๆ แค่นั้นพอ


นั่งรถไปถึงหมอเกือบสองชั่วโมง รอหมอตรวจอีกชั่วโมงหนึ่ง เสร็จก็ขับฝ่าความหนาวไปกันต่ออีกสองชั่วโมง ระหว่างทางแวะกินสปาเกตตี้ร้านริมทางกันหน่อย ไม่ถูกเลยนะคระคุณ ราคาแพงกว่าร้านในเมืองอีก อันนี้นิโคคอนเฟิม แต่ก็ต้องกิน เพราะออกจากบ้านกันมาแต่เช้าตรู่(นัดหมอสิบโมง ต้องมาก่อนครึ่งชม.) ยังไม่ได้กินอะไรเรย และแป้งกะนิโคก็เคยมีประสบการณ์การขึ้นปราสาทนี้แล้ว จึงเชื่อได้ว่าโหดพอควร ฉะนั้นอิ่มท้องไว้ก่อน ปลอดภัยสุด

มาถึงก็บ่ายโมงแล้ว คนต่อคิวซื้อบัตรกันยาวเหยียด แต่การจราจรเขาไม่ติดขัดนะ ไม่นานก็ซื้อบัตรกันได้ ความจริงมีให้เดินชมกันสองปราสาทเลยทีเดียว ทั้งปราสาทของพระราชาองค์พ่อ และพระราชาองค์ลูก(ซึ่งดังกว่าและสวยกว่า) เราตกลงซื้อบัตรชมทั้งสองปราสาท 17 ยูโร เพราะไหนๆมาแล้วจะปล่อยให้เวลาเสียไปก็ใช่ที่ อีกอย่างการจะเข้าไปต้องรอเป็นรอบๆ เพราะเขาจะมีไกด์ของปราสาทเดินนำบรรยายไปด้วย ไม่ได้ให้เดินกันเอง ต้องเลือกด้วยว่าจะเข้ารอบภาษาอะไร แต่..มิมีภาษาไทยนะจ๊ะ

อ้อ..ม้าสองตัวเทียมรถนั่งนั่น มีไว้เพื่อให้บริการคนที่จะขึ้นเขาไปชมปราสาทขององค์ลูก แต่อยากสบายเลยขอจ่ายเพิ่มค่ารถม้าอีกคนละห้ายูโรจ้า

รอบการขึ้นปราสาทลูกต้องรอนานกว่า เราจึงเดินขึ้นปราสาทพ่อกันก่อน ระหว่างทางก็ยืนตะเบ๊ะถ่ายรูปกันไปเรื่อย ดูเหมือนหิมะยังน้อยๆนะที่นี่ แล้วเราก็ไม่ได้เตรียมป้องกันความหนาวมากมายเท่าไหร่ ถุงมือยังเป็นไหมพรมธรรมดาเรย ทำให้มือเท้าแข็งชาไปโม้ด ทรมานสุดๆเหมือนกัน เพราะเดินอยู่ข้างนอกนานๆที่อากาศติดลบเนี่ย ไม่หนาวจนแข็งก็ไม่รู้จะว่ายังไงแล้ว

ขึ้นมาถึงด้านนอกตัวปราสาทข้างบนแล้ว เห่อ..นี่แค่องค์พ่อซึ่งเตี้ยกว่าองค์ลูกนะ ยังหอบแฮ่กเรยช้าน แต่ฝืนยิ้มร่าต่อหน้ากล้องไว้ก่อน ความจริงคนเยอะแยะนะ แต่ว่าเขามีมารยาทหลีกทางให้คนสวยยืนถ่ายรูป ฮิฮิ
ขอบอกว่า จะไม่มีรูปจากข้างในปราสาทมาให้ชมเลย เพราะเขาห้ามถ่ายรูปเด็ดขาดจ้า ถ้าอยากได้รูปต้องซื้อเป็นโปสการ์ดที่จัดพิมพ์ไว้มาเท่านั้น เราก็ซื้อมาเหมือนกันแต่เอาลงที่นี่ไม่ได้ ไม่มีสแกนเนอร์อ่ะ แต่ศิลปะเขาสวยงามวิจิตรบรรจงแบบเยอรมันดั้งเดิมที่ไม่เหมือนชาติอื่นๆเรย

เดินชมปราสาทขององค์พ่อจนชุ่มปอดผ่านไปหนึ่งชม.เศษ ก็ได้ฤกษ์เดินลงไปข้างล่าง ขาลงไม่ค่อยเท่าไหร่ ชิลชิล กะว่าจะไปขึ้นรถม้าเพื่อความสบายของพวกเราเพื่อขึ้นเขาไปชมปราสาทองค์ลูก ปรากฏว่าคิวรอรถม้ายาวเหยียดไปจนถึงอีก 45 นาทีซึ่งเท่ากับเวลาที่เราใช้เดินด้วยเท้ากันเอง โห..เดินกันเองก็ได้ว้า
จากนั้นมหกรรมการเดินฝ่าความหนาวขึ้นเขาจึงเกิด กว่าจะหืดหอบขึ้นมาถึงร้านขายของที่ระลึกนี้ได้ ก็เล่นเอาขากางเกงเปียกขึ้นมาเกือบถึงหัวเข่า ก็หิมะมันละลายผสมกับดินบนทางเดินกลายเป็นโคลนเละติดมาตามขาน่ะสิ เละเลยช้าน เปียกด้วย ที่สำคัญยิ่งเปียกยิ่งหนาว แต่ก็ยังยิ้มได้ เพราะแป้งโด๊บด้วยขนมแป้งทอดหอมนุ่มหวานอร่อยให้หลายชิ้น งึ่มๆๆ ไปได้ต่อเรา อ่ะ..หมวกช้างนั่นไม่ได้ซื้อเขาหรอก ขอยืมใส่ถ่ายรูปเฉยๆ

มองจากวิวไกล นี่ถ่ายจากปราสาทองค์พ่อเห็นปราสาทขององค์ลูกตั้งสวยเด่นเป็นสง่า แหม..ว่าแล้วก็เสียดาย รูปจากโปสการ์ดสวยจับใจกว่านี้เยอะ เอามาลงไม่ได้ ใครอยากดูรูปเต็มๆ ไปดูที่ http://www.hohenschwangau.de/ หรือว่าอยากดูเป็นวิดีโอก็ได้เลย http://www.hohenschwangau.de/index.php?id=ge_video

และแล้วก็ขึ้นมาถึงหน้าปราสาทจนได้ แห่ก..ขอแชะเป็นที่ระทึกก่อนอื่นใด สวยเนอะ วิวนี้(คนยืนไกลๆยิ่งดูดี แปลว่า อย่ามายืนใกล้กล้อง)
พยายามจะหาลิ้งค์รูปของพระราชาเจ้าของปราสาทนี้มาแปะ แต่หาไม่ได้เลย ภูมิใจนำเสนอมากกก เพราะเพิ่งเห็นพระราชาองค์นี้แหละ ที่หล่อและหนุ่มที่สุด(เอ่อ..พลันก็นึกไปถึงหน้าแฟนเก่า ทำไมหน้าเขาจึงละม้ายคล้ายกันได้หนอ?? อ้อ..โอลิเวอร์มีแม่เป็นเยอรมันนั่นเอง)

เข้ามารอคิวด้านในแล้ว แต่ยังไม่ได้เข้าปราสาทต้องรอเวลาเล็กน้อย เขามีหมายเลขคิวให้คนรอจดจ่อจ้องมองด้วยนะ ในระหว่างรอเราจึงได้รูปมุมเตี้ยมองขึ้นมุมสูงมาดังนี้ หอคอยนี้เขาไม่ได้ขึ้นไปถึงหรอก เพราะสูงเกิ๊น
น่าเสียดายที่พระราชาเจ้าของปราสาท ใช้เวลาก่อสร้างปราสาทนี้ถึงเจ็ดปีจนเกือบจะเสร็จสมบูรณ์หมดทุกส่วน พระองค์ย้ายเข้ามาประทับได้เพียงไม่ถึงสามเดือน ก็สวรรคตเสียก่อนด้วยวัยเพียงสี่สิบต้นๆ รายงานข่าวว่าเป็นเพราะพระองค์สติไม่สมประดีแล้วไปเล่นน้ำจึงจมน้ำ แต่ผู้คนเชื่อกันว่าพระองค์โดนลอบปลงพระชนม์และพระองค์ก็สติดีทุกอย่างด้วย ฟังแล้วเศร้าตามเลยอ่ะ...

เหมือนเดิม มิสามารถถ่ายรูปจากข้างในได้ จึงต้องเก็บถ่ายเอาด้านนอกเนี่ย ทุกมุมจากด้านในปราสาทนี้ ถูกสร้างอย่างวิจิตรบรรจงสูง มีโรงละคอนที่อลังการณ์สุดๆด้วย เราเดินทุกห้องที่เขาให้เดินได้ ไม่เว้นแม้ห้องน้ำ ฮี่ๆ
รูปนี้เป็นเวลาก่อนจะเข้าปราสาท นี่แค่บ่ายสามโมงเองนะ ท้องฟ้ายังมัวซัวสลัวได้ขนาดนี้แล้ว มืดเร็วมากฤดูหนาวที่นี่

ตอนเดินออกจากปราสาทนอยชไวสไตล ก็เกือบๆหกโมงเย็นเข้าไปแล้ว แต่บรรยากาศตอนลงเขามืดตึ๊ดตื๊อเหมือนเที่ยงคืน ทั้งหนาวทั้งชื้น สองข้างทางเต็มไปด้วยหิมะอีกแล้ว พื้นก็ยังเปียกอยู่เหมือนเดิม แต่อิช้านยังยิ้มสู้กล้องได้อยู่ แม้ว่าน้ำมูกจะย้อยมาหลายรอบแล้วก็ตาม อ้าว..ไม่ได้พูดเล่นนะ ต้องคอยซับกันเป็นว่าเล่นเชียว มันหนาวจัดซะจนไม่รู้ตัวว่าน้ำมูกไหลรึป่าว อย่างงั้นเลยล่ะ
แต่คนที่เหนื่อยสุด สงสัยจะเป็นนิโค เพราะกว่าจะขับรถพาสมาชิกกลับถึงบ้านได้ ก็อีกตั้งสามชั่วโมงกว่า ที่เหนื่อยก็เพราะเราตื่นกันแต่เช้ามืดและตะลอนทัวร์กันท้างวัน แถมข้าวปลาก็ได้กินแค่มื้อเดียวอีกต่างหาก อ้อ..ว่าแล้วก็ทนไม่ไหว พอกลับมาถึงบ้านล่อส้มตำสองครก ข้าวเหนียวหม้อนึง เนื้อทอดกันอีกกระบุงโกย ส่วนนิโคขอบายกินอาหารฝรั่งของเทอตามปกติ เชอะ..ไม่รู้จักรสชาดมือตำมี่ซะแว้ว ขนาดภรรยาเทอยังร่ำร้องเรียกหาไม่ว่างเว้นเกินสองวัน ชิชิ
อิ่มหนำสำราญพุงกางกันได้ที่ เล่นกับแกรี่จนสะใจ แล้วก็ขอตัวห้องใครห้องมาน พรุ่งนี้ใครตื่นสายสุดชนะ!
ชิ้วววววววว....

๒ ความคิดเห็น:

  1. ขนาดหนาวทรมาน ยังเก๊กสวยถ่ายรูปได้เนียนเลยนะนั่น

    วันหลังมาโชว์ฝีมือตำมี่ให้กินที่บ้านนกกันดีกว่า

    ตอบลบ
  2. ได้เร้ย! จัดปาย วันไหน ว่ามา?

    มือตำพร้อม

    ครกพร้อมหรือป่าว???

    ตอบลบ

แสดงตัว+ทักทายกันหน่อยจ้า